|
|
| |
|
 |
| โดย มติชน วัน เสาร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 00:05 น. |
|
คอลัมน์ ฎีกาชีวิต
โดย รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช
พี่น้องท้องเดียวกันต่างฝ่ายต่างมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน พี่ชายมีความจำเป็นบางประการ ต้องการโฉนดดังกล่าวมาทำนิติกรรมจำหน่ายกรรมสิทธิ์ในส่วนของเขา น้องสาวบอกว่าไม่รู้ไม่เห็นโฉนด ถามผู้เป็นพ่อ พ่อก็ทำเฉยเสีย เรื่องยุ่งๆ จึงเกิดขึ้น
มีข้อเท็จจริงว่าผู้เป็นบิดามีชื่อเป็นกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้ด้วย ต่อมาภายหลังเมื่อพี่ชายฟ้องน้องสาวเป็นจำเลยให้ส่งมอบโฉนดและเรียกค่าเสียหายวันเผชิญสืบ ศาลขอให้บิดาช่วยตรวจดูว่าโฉนดอยู่ที่ใด ปรากฏว่าพบโฉนดในตู้เอกสารอยู่ในห้องนอน
ศาลจึงเรียกบิดาเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดี เพราะต้องห้ามผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร
นายเดชดวงมีอาชีพค้าขายอยู่ในเมืองสุราษฎร์ธานี มีลูกสองคนชื่อนายณรงค์เดช และ นางสาวดวงเดช ได้รับมรดกที่ดินติดถนนหน้าเมืองจากพี่สาวยกกรรมสิทธิ์ให้ตัวเขาและลูกทั้งสอง
อีก 10 ปีต่อมา ณรงค์เดชลูกชายคนโตต้องการเอาโฉนดดังกล่าวไปทำนิติกรรม ถามผู้เป็นน้องสาวอ้างว่าไม่มี ถามผู้เป็นบิดาทำเฉยเสีย จึงเข้าใจว่าอยู่ที่น้องสาว จึงฟ้องให้น้องสาวส่งโฉนดให้ตน ต่อมาความปรากฏแก่ศาลว่าบิดาเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ศาลเรียกบิดาเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดี
ในที่สุด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์คำจำเลยร่วมว่าโฉนดตามฟ้องมีชื่อจำเลยร่วมโจทก์และจำเลยร่วมกันจริง โจทก์รู้มาก่อนว่าโฉนดอยู่ที่จำเลยร่วม แต่กลับฟ้องจำเลย ถือว่าฟ้องผิดตัว คำฟ้องใช้ไม่ได้ เขาเคยได้รับหนังสือจากทนายโจทก์ให้ส่งโฉนดเพื่อนำที่ดินไปขายเห็นว่าไม่ควรจะขายและไม่ทราบว่าขณะนั้นโฉนดอยู่ที่ไหน จึงเฉยเสีย โจทก์เองก็ไม่รู้ว่าโฉนดอยู่ที่ผู้ใด เมื่อบิดาปฏิเสธทำเฉย ย่อมเข้าใจว่าอยู่ที่น้องสาวจึงฟ้องเป็นจำเลย หากโฉนดอยู่ที่บิดาแต่บอกเขาว่าไม่ให้ จะให้เขาฟ้องน้องสาวได้อย่างไรกัน
นอกจากนี้ในวันเผชิญสืบ บิดาเบิกความว่าไม่รู้ว่าโฉนดอยู่ที่ไหน ต่อเมื่อศาลให้ช่วยตรวจดูจึงพบอยู่ในตู้เอกสารในห้องนอน จึงนำมาแสดงต่อศาล ศาลจึงเห็นเป็นการสมควรและจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งยุติธรรมเรียกบิดามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้
ศาลฎีกาเห็นว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ฎีกาของจำเลยร่วมข้อต่อมา ที่ว่าคำแถลงของโจทก์เสี่ยงกฎหมายให้ศาลมีคำสั่งตามที่เห็นสมควรและศาลมีคำสั่งเข้ามาในคดีนี้ต้องด้วยข้อห้ามของกฎหมาย เห็นว่า ตาม ป.พ.พ.ม.1562 มิได้ห้ามโจทก์ฟ้องจำเลยร่วมผู้เป็นบิดาเด็ดขาด ยังให้สิทธิโจทก์ร้องขออัยการยกคดีขึ้นว่ากล่าวได้ศาลจึงมีเหตุผลข้างต้นให้เข้ามาเป็นจำเลยร่วม
แม้ว่าจะมีคำแถลงของโจทก์ ศาลอาจเห็นว่าไม่สมควรก็ได้ และแม้ว่าโจทก์ไม่ได้แถลงเลย หากศาลเห็นเป็นการสมควร อาจเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีก็ได้ ไม่เห็นว่าคำแถลงของโจทก์เลี่ยงกฎหมายแต่อย่างใด การที่กฎหมายตัดสิทธิไม่ให้ฟ้องบุพการีของตนต้องแปลโดยเคร่งครัดเมื่อปรากฏว่าศาลมีเหตุผลเรียกบิดาเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเช่นนี้ยังเรียกไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องบุพการีของตน จึงไม่ต้องห้าม ฎีกาข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น
ฎีกาข้อสุดท้าย จำเลยร่วมว่าคำฟ้องไม่เกี่ยวถึงจำเลยร่วมให้ต้องส่งมอบโฉนดแก่โจทก์เห็นว่า คำฟ้องบรรยายฟ้องแต่จำเลยผู้เดียวกระทำต่อโจทก์ ปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นแรกว่าจำเลยร่วมปฏิเสธแสดงถึงพฤติการณ์โต้แย้งของจำเลยที่จะไม่ส่งมอบโฉนด
ศาลจึงมีคำสั่งดังเหตุผลที่ศาลยกมาข้างต้นเพราะเป็นการจำเป็นเพื่อให้มีการบังคับจำเลยร่วมรับผิดเช่นเดียวกับจำเลย ตาม ป.วิ.แพ่ง ม.57 (3) (ข) ศาลก็ชอบพิพากษาบังคับให้จำเลยร่วมรับผิดชอบตามฟ้องได้ ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย
พิพากษายืน
ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 2412/2527
หน้า 25
|
|
| |
|
| |
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
อ่านข่าวทั้งหมดของ มติชน ได้ที่นี่
 |
 |
|
เลือกชุดสัญลักษณ์แสดงอารมณ์