ค้นหาข่าว  
  หน้าแรกข่าว > ต่างประเทศ
  เศรษฐกิจพม่า ทิ้งพื้นฐานอู่ข้าวอู่น้ำ
โดย ข่าวสด วัน เสาร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 02:06 น.
คอลัมน์ สกู๊ปพิเศษ

ก่อนถึงเหตุการณ์สำคัญของพม่าที่นายอิบราฮิม กัมบารี รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายการเมืองเยือนพม่าระหว่างวันที่ 9-12 พ.ย. นี้ และการที่พม่าจะเข้าร่วมการประชุมกลุ่มความร่วมมือเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปกที่เวียดนาม ร่วมกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา วันที่ 18-19 พ.ย. กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเวทีเสวนาด้วยหัวข้อน่าสนใจว่า พม่ากับโลกแห่งศตวรรษที่ 21 ส่วนหนึ่งในงานวิจัยของสกว. ในสัปดาห์นี้

บนเวทีมีนายปกศักดิ์ นิลอุบล อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำพม่า ช่วงปี 2538-2541 และนางสุพจี นิลอุบล กงสุลกิตติมศักดิ์สวีเดนประจำภาคเหนือพูดถึงภาพรวมด้านเศรษฐกิจของพม่าให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน

เริ่มจากสภาวะเศรษฐกิจของพม่า ที่ทุกวันนี้ยังติดกลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกต่อเนื่องมานานหลายปีและปัญหาปากท้องของประชาชนก็ยังเป็นปัญหาใหญ่และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

จากในอดีตที่พม่าขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ (Bowl of Rice) แต่ในปัจจุบัน พม่าแทบไม่มีจะกิน ต้องขอความช่วยเหลือจากภายนอกประเทศ (Bowl of Beg)

ส่วนหนึ่งของงานวิจัยชี้ว่า ก่อนหน้าวิฤตเศรษฐกิจปี 2540 ในยุครัฐบาลทหารพม่าบริหารประเทศ ในชื่อสภาฟื้นฟูกฎระเบียบแห่งรัฐ (SLORC) ระหว่างปี 2531-2540 พม่าใช้ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมทำให้ต่างประเทศสนใจมาลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะการสำรวจและขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในอ่าวเบงกอล ก๊าซธรรมชาติจึงเป็นสินค้าหลักในการส่งออก

มีข้อมูลว่า เฉพาะปี 2541-2543 ก๊าซที่ขุดได้จากแหล่งยาดานาและเยตากุนส่งมาจำหน่ายให้กับไทยถึงร้อยละ 98 ของมูลค่าการส่งออก บรรยากาศการลงทุนในขณะนั้นก็ยังสดใส ในภาคอุตสาหกรรม มีเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนรายใหญ่

ขณะเดียวกัน อาเซียนก็ปรับตัวโดยรับพม่าเข้าเป็นสมาชิกในปี 2540 ซึ่งมีหลายประเทศที่เป็นตัวหลักในการสนับสนุนให้พม่าเข้ากลุ่มได้รับผลประโยชน์ทางการค้าการลงทุนในพม่าด้วย

ภายหลังวิกฤตต้มยำกุ้งซึ่งเป็นยุคที่สภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (SPDC) สืบต่อจาก SLORC พม่าต้องปรับตัวเช่นกันโดยลดกำลังพล ลดค่าใช้จ่ายและส่งผลถึงแนวคิดทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยโดยหันไปคบหาทำการค้ากับจีนและอินเดียมากกว่าอาเซียน แต่พม่ายังคงมีรายได้หลักจากการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหมือนเดิม

วิกฤตเศรษฐกิจยิ่งทำให้เงินเฟ้อหนักขึ้น ราคาสินค้าในท้องตลาดต้นปี 2547 ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 50 ต่อมา เมื่อพม่าย้ายเมืองหลวงจากกรุงย่างกุ้งไปที่เนปดอวก็ยิ่งทำให้เงินเฟ้อมากขึ้นอีกจากการที่รัฐบาลจูงใจข้าราชการในการย้ายครอบครัวไปเมืองหลวงใหม่ โดยขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการและลูกจ้างถึง 10 เท่า แต่ประชาชนทั่วไปไม่ได้รับเงินเพิ่ม ชาวบ้านจึงต้องทนแบกรับภาระสินค้าที่สูงขึ้นกว่าร้อยละ 50 หรือสูงขึ้นเท่าตัว

สำหรับการค้าของพม่านั้น พม่าใช้การนำเข้าเป็นเครื่องมือหลัก รวมถึงใช้การนำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย เพราะหากมีความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นกับเพื่อนบ้าน พม่าก็จะใช้มาตรการตรวจจับสินค้านำเข้าจากชายแดนที่เข้มงวดทันที

ปัจจุบัน ไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของพม่า โดยไทยเป็นฝ่ายขาดดุล สำหรับสินค้านำเข้าจากพม่า ได้แก่ ก๊าซ สินค้าประมงและปศุสัตว์ ไม้ แร่ แต่ในอนาคต คาดว่าเศรษฐกิจที่จะนำพาพม่าคงเปลี่ยนจากป่าไม้และการประมงมาเป็นพลังไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ เพราะในขณะนี้มีหลายประเทศ เช่น จีน ไทย สนใจและลงทุนสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังงานน้ำในพม่า

หน้า 7

 
อ่านข่าวทั้งหมดของ ข่าวสด ได้ที่นี่
 
 
พลังลมแรกแห่งอาเซียน
ช่วยจากไฟป่า
เสพติดศพ
ตุรกีกับอนาคตของตะวันตก
อยากคืนกลับสู่อ้อมอกหมีขาว
ย่อโลก
ทหารยันอิรักไม่เปลี่ยนแม้ไร้รัมสเฟลด์
ผู้ดีพบ 30 แผนก่อการร้ายใหญ่ มุ่งดึงวัยรุ่นให้เป็นมือระเบิดพลีชีพ
แทมมี่ ดัคเวิร์ธ ไม่ทิ้งการเมือง ขอทำขาเทียม-เรียนต่อ ป.เอกก่อน
อิหร่านขู่ทบทวนสัมพันธ์ไอเออีเอ หากถูกคว่ำบาตร
ชื่อ/email/QQ :
รายละเอียด :
กรอกรหัสการโพส : Security Image ทำไมต้องกรอก คลิก