บทสรุป ยกแรกการดีเบตผู้สมัครชิงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

บทสรุป ยกแรกการดีเบตผู้สมัครชิงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

การดีเบตตัวต่อตัวของผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คืนวันที่ 26 กันยายน ที่จะเริ่มขึ้นราว 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ระหว่าง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน วัย 70 ปี และ นางฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต วัย 68 ปี มีขึ้นที่มหาวิทยาลัยฮอฟส์ตา (Hofstra University) รัฐนิวยอร์ก มี นายเลสเตอร์ ฮอลท์ (Lester Holt) ผู้ประกาศข่าวจากสำนักข่าว NBC เป็นผู้ดำเนินรายการทั้งสองคนมีแนวคิดที่แตกต่างกันพอสมควร รวมทั้งนโยบายในการหาเสียงด้วย

โดย นายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน เสนอให้

ประชาชนมีอิสระตามสิทธิของรัฐธรรมนูญในการครอบครองอาวุธเพื่อปกป้องตนเอง
สร้างกำแพงกั้นเขตชายแดนระหว่างเม็กซิโกกับอเมริกา โดยเม็กซิโกรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด
งดออกสูติบัตรแก่ลูกหลานต่างด้าว แบนชาวมุสลิมเข้าประเทศ ด้วยเหตุผลด้านก่อการร้าย

ด้าน นางฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต ชูนโยบายที่เห็นต่างเรื่องพกพาอาวุธ คือ

สะสางปัญหาเรื่องการครอบครองอาวุธ ตรวจประวัติผู้ขออนุญาตโดยละเอียด
เพิ่มมาตรการออกใบขออนุญาตซื้อและพกพาให้เข้มข้นขึ้น เพื่อลดคดีอาชญากรรม และกำจัดอาวุธที่คล้ายเหล่าทหารทั้งหมด
ปฏิรูปด้านผู้อยู่อาศัยแบบผิดกฎหมายให้ครอบคลุม
ยกเลิกการถูกส่งตัวกลับของต่างด้าวผิดกฎหมาย ยกเว้นผู้มีประวัติคดีอาญาและความมั่นคง

ซึ่งการดีเบตครั้งแรกที่ผ่านมาเมื่อเช้าของวันที่(27 ก.ย.59) เวลาประมาณ 8.00 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยฮอฟสตรา บนเกาะลองไอแลนด์

โดยนางฮิลลารี ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต มาในชุดสีแดงดูสง่างามและเป็นผู้ตอบคำถามเป็นคนแรกเรื่องนโยบายการสร้างาน กล่าวโดยสรุปว่า เศรษฐกิจสหรัฐต้องการ ในขณะที่คนรวยจำเป็นต้องจ่ายในสัดส่วนที่เป็นธรรม การค้าเป็นเรื่องที่สำคัญ และเราจำเป็นต้องมีข้อตกลงการค้าที่ดี

ด้าน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน มาในสูทดำผูกเนคไทสีน้ำเงินดูสง่างามในมาดบุรุษผู้นำ ได้โต้วาทีว่า ตนเองมีความต้องการให้บริษัทสหรัฐกลับมาทำธุรกิจในดินแดนสหรัฐอีกครั้ง ไม่ว่าจะด้วยการลดภาษีเพื่อดึงดูดธุรกิจเหล่านี้ หรือเจรจาข้อตกลงทางการค้าใหม่เพื่อให้สหรัฐมีความได้เปรียบทางการค้า

ทั้งนี้นายทรัมป์ได้กล่าวโทษนางคลินตันว่า ขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศนั้น นางคลินตันควรทำได้ดีกว่านี้ในเรื่องของการเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ เช่น ข้อตกลง NAFTA ซึ่งนายทรัมป์มองว่าเป็นสิ่งที่ทำให้สหรัฐเสียเปรียบอย่างยิ่ง นอกจากนี้ นายทรัมป์ยังได้กล่าวโทษจีน ที่ได้ใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจสหรัฐเพื่อผลประโยชน์ของตนด้วย

ศึกดีเบตช่วง 2 นายเลสเตอร์ โฮลท์ จาก NBC Nightly News ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการได้ตั้งคำถามที่ 2 ว่า คุณจะปกป้องจุดยืนในการปรับขึ้นและลดภาษีสำหรับคนรวยอย่างไร

นางฮิลลารี ตอบคำถามโดยสรุปว่า แผนการของทรัมป์ที่มีต่อเรื่องเศรษฐกิจนั้น จริงๆแล้วเรื่องนี้จะกลายเป็นการดำเนินการที่สุดโต่งที่สุด นับเป็นการปรับลดภาษีครั้งใหญ่สุดของผู้ที่อยู่ระดับบนภายในประเทศ พร้อมกับตั้งคำถามทรัมป์ด้วยว่า ทำไมทรัมป์ถึงไม่ได้เสนอเรื่องการคืนภาษี และกล่าวถึงภาษีของทรัมป์ด้วยว่า จะต้องเป็นเรื่องที่ทรัมป์ได้พยายามที่จะปกปิดซ่อนเร้น

ด้าน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวถึงนโยบายลดภาษีของตนว่า นโยบายดังกล่าวจะช่วยสร้างงานได้กว่าหลายล้านตำแหน่ง และสร้างรายได้เพิ่มให้กับบริษัทสหรัฐ ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลให้บริษัทเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นต้องไปตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศอีกต่อไป

นายทรัมป์ กล่าวว่า แผนเศรษฐกิจของนางคลินตันนั้น มีแต่เนื้อหาลอยๆ ไม่มีการดำเนินการจริง พร้อมกล่าวโจมตีนางคลินตันว่า นางคลินตันก็เป็นเหมือนนักการเมืองทั่วๆไป ที่มักมีการตัดสินใจที่ผิดพลาด โดยขณะนี้สหรัฐกำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ครั้งใหญ่

สำหรับคำถามที่ 3 คือ คุณจะแก้ปัญหาเรื่องชาติพันธุ์อย่างไร

นางฮิลลารี ได้ตอบคำถามนี้ก่อนว่า ประเด็นเรื่องชาติพันธุ์ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายในประเทศ ดังนั้น เราจำเป็นต้องลงมือทำหลายอย่างในเวลาเดียว เราต้องฟื้นความเชื่อมั่นระหว่างชุมชนและตำรวจ รวมทั้งต้องทำงาน โดยตำรวจจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ทุกคนควรจะต้องเชื่อฟังกฎหมาย รวมทั้งปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวกับอาชญากรรม ทั้งนี้ ควรจะมีการดำเนินการเพื่อนำอาวุธปืนออกจากผู้ที่ไม่สมควรที่จะครอบครอง

ด้าน นายโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวบนเวทีดีเบตว่า สหรัฐจำเป็นต้องมีกฎหมายและความสงบเรียบร้อย จำเป็นต้องยุติปัญหาความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเริ่มต้นได้จากการปิดกั้นไม่ให้คนไม่ดีสามารถเข้าถึงอาวุธปืนได้

"ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจต่างรู้สึกหวาดกลัวที่จะทำหน้าที่ เนื่องจากเสี่ยงที่จะถูกยิงตลอดเวลา โดยนายทรัมป์มีความตั้งใจที่จะปกป้องเมืองและเจ้าหน้าที่ตำรวจให้พ้นจากอันตรายเหล่านี้ พร้อมกับเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจกับชุมชน เพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นด้วย"

นอกจากนี้ นายทรัมป์ยังกล่าวว่า นับตั้งแต่ที่นายบารัค โอบามา ได้ครองตำแหน่งประธานาธิบดีมา เมืองชิคาโกนั้นมีผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงเกือบ 4,000 รายแล้ว

ศึกดีเบตยก 4 โต้ประเด็นความมั่นคง ฮิลลารี แจงแผนปราบกลุ่ม IS

โดยมีนางฮิลลารีเป็นผู้ตอบคำถามเป็นคนแรก กล่าวโดยสรุปว่า ไม่ต้องสงสัยว่ารัสเซียได้ใช้การโจมตีทางไซเบอร์ในหลายประเทศ โดยชี้ว่า สหรัฐไม่ต้องการสงครามแต่ต้องการที่จะปกป้องประชาชน พร้อมกับกล่าวว่า เธอเองตกใจที่ทรัมป์ได้เชื้อเชิญให้นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียให้เข้ามาแฮคข้อมูลในสหรัฐ

นอกจากนี้ นายเลสเตอร์ ยังได้ถามเกี่ยวกับแผนการปราบกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ว่า เธอมีแผนที่จะร่วมมือกับบริษัทด้านเทคโนโลยีที่จะป้องกันการใช้อินเทอร์เน็ตของกลุ่ม IS รวมทั้งกล่าวถึงความจำเป็นในเรื่องการใช้การโจมตีทางอากาศกลุ่ม IS

โดยนางฮิลลารีกล่าวว่า "เรามีความก้าวหน้าด้านการทหารในอิรัก และทำให้กลุ่ม IS ออกจากอิรัก และบีบกลุ่ม IS ในซีเรีย เราต้องพยายามที่จะจัดการกลุ่มผู้นำ"

ด้าน นายโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวบนเวทีดีเบตว่า สหรัฐควรมีการดำเนินการที่ดีกว่านี้ในเรื่องของความมั่นคงทางไซเบอร์ พร้อมกับกล่าวโต้นางคลินตันที่ก่อนหน้านี้ได้วิจารณ์นายทรัมป์เรื่องที่เปิดให้นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เข้ามามีบทบาทในเรื่องของสหรัฐว่า ตัวการเบื้องหลังการลักลอบเจาะระบบอีเมล์ของคณะกรรมการแห่งชาติของพรรคเดโมแครต (DNC) นั้นอาจจะเป็นประเทศใดก็ได้ ไม่ใช่รัสเซีย โดยอาจจะเป็นบุคคลจากจีนก็ได้

"นับตั้งแต่ที่นายบารัค โอบามา ได้เป็นประธานาธิบดีนั้น สหรัฐได้สูญเสียการควบคุมเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไปมาก รวมถึงภัยคุกคามจากกลุ่มรัฐอิสลาม โดยสหรัฐจำเป็นต้องมีนโยบายที่แข็งกร้าวในเรื่องนี้เพื่อต่อสู้กับกลุ่มกองกำลังก่อการร้าย"

นอกจากนี้ นายทรัมป์ยังวิจารณ์ว่า นายโอบามาและนางคลินตันนั้น เป็นตัวการที่ทำให้อิรักต้องเผชิญกับภาวะสุญญากาศ หลังจากที่สหรัฐได้ถอนกำลังทหารออกจากประเทศ

ศึกดีเบตยก 5 เจาะประเด็นนโยบายด้านนิวเคลียร์

นายโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวบนเวทีเป็นคนแรกสำหรับคำถามนี้ว่า อาวุธนิวเคลียร์เป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเขากล่าวว่า รัฐบาลจีนควรเข้าไปมีบทบาทในเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ เนื่องจากสองประเทศนี้เป็นมิตรที่ดีต่อกัน และยังเรียกร้องให้ทุกประเทศยุติปัญหาเหล่านี้ด้วย

นายทรัมป์ เปิดเผยว่า ตัวเขานั้นมีความต้องการที่จะให้ความช่วยเหลือแก่พันธมิตรทุกประเทศ แต่การทำเช่นนี้จำเป็นต้องใช้เงินมหาศาล ขณะที่ประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือนั้นไม่ได้ให้ผลประโยชน์ตอบแทนเท่ากับเงินที่เสียไป นอกจากนี้ นายทรัมป์ยังวิจารณ์นางคลินตันว่า นางคลินตันนั้นไม่มีความแข็งแรงมากพอที่จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ เนื่องจากการเป็นผู้นำสหรัฐนั้นจำเป็นต้องใช้พละกำลังเป็นอย่างมาก

ในขณะที่นางฮิลลารี ได้ตอบคำถามนี้ภายหลังทรัมป์ว่า "โลกให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ประเทศพันธมิตรของเราทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เราให้เกียรติกับสนธิสัญญา แม้ว่าแคมเปญนี้จะทำให้เกิดความกังวลก็ตาม แต่เราก็ได้คุยกับผู้นำเหล่านี้ นับเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องดูสถานการณ์ทั่วโลก อย่างปัญหากับอิหร่าน แล้วดูสิว่า ทรัมป์พูดว่า จะบอมบ์อิหร่าน"

นางฮิลลารี กล่าวต่อไปว่า เราต้องมีความเที่ยงตรงเกี่ยวกับแผนที่เราจะทำ ฉันตั้งใจที่จะเป็นผู้นำที่ประชาชนสามารถวางใจและพึ่งพาได้ รวมทั้งประเทศต่างๆ เราไม่สามารถปล่อยให้ผู้ที่จะมาทำลายโลกเข้ามาได้ จะยืนยันจัดการกับอันธพาลทั้งในประเทศและต่างประเทศ

คำถามที่ 6 ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

นางฮิลลารีเป็นผู้ตอบคำถามเป็นคนแรก กล่าวโดยสรุปว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของเราแต่เป็นเรื่องของคุณ อนาคตของคุณ

ส่วนนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า เขาจะเป็นบุคคลที่ทำให้สหรัฐอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่ประเทศต้องเผชิญกับปัญหามาเป็นเวลานาน แต่ถ้าหากนางคลินตันชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ เขาก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุน

คำถามทั้ง 6 คำถามที่นางฮิลลารีและทรัมป์ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ นโยบายในการสร้างงาน นโยบายเรื่องภาษี นโยบายการแก้ปัญหาด้านชาติพันธุ์ นโยบายด้านความมั่นคง นโยบายด้านนิวเคลียร์ และผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

ทั้งนี้หลังจากการดีเบตของทั้งคู่จบลง ทางสำนักข่าวต่างประเทศ ได้สรุปผลคะแนนการดีเบตตัวต่อตัวของผู้ลงสมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งแรก ระหว่าง นางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนจากพรรเดโมแครต และ นายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน

ซึ่งผลเป็นไปตามคาด นางฮิลลารี คลินตัน ที่อาศัยประสบการณ์เจนเวที ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี และควบคุมอารมณ์บนเวทีได้ดีกว่า เอาชนะไปอย่างขาดลอย

โดยรายงานจากซีเอ็นเอ็น ชี้ นางคลินตัน ชนะขาดถึง ร้อยละ 62 ขณะที่ ทรัมป์ แม้จะเป็นนักจัดรายการมาก่อน ได้ไปเพียง ร้อยละ 27 อย่างไรก็ตาม การดีเบตจะมีขึ้นอีกหลายครั้ง ก่อนการลงคะแนนเสียงทั่วประเทศ จะมีขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook